คิดเพิ่มสุขและแก้ทุกข์เพื่อความเจริญขององค์กร

By admin on 27 Jul 2015




  • เหตุแห่งสุขและทุกข์ในงาน

    เหตุของสุขในงาน คือ...การทำงานได้สำเร็จอย่างราบรื่น คิดแก้ปัญหาได้ตลอด ได้ทำประโยชน์ให้คนอื่น ได้พัฒนาตนเอง และสามารถเข้ากับคนอื่นได้ดี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ส่วนเหตุแห่งทุกข์ในงาน คือ การคิดแก้ปัญหาไม่ได้ ทำงานไม่ราบรื่น มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับคนรอบข้าง ทำงานแบบไปวันๆไม่ได้พัฒนาตนเอง

    ทักษะการคิดมีผลต่อสุขและทุกข์ในงาน

    คนที่ได้รับความสำเร็จในชีวิตหนึ่งพันคนทั่วโลกลงความเห็นว่า ทักษะที่ทำให้คนได้รับความสำเร็จไม่ว่าจะเรื่องงานและชีวิตนั้น มีสามอย่าง คือ - ทักษะด้านการคิด (Thinking Skill )
    - ทักษะด้านความรู้ (Technical Skill ) และ
    - ทักษะด้านคน (Human/People Skill) และทักษะที่สำคัญมากที่สุดในบรรดาทักษะทั้งสามอย่างนี้ ก็ คือ ทักษะด้านการคิด เพราะ
    หนึ่ง ทักษะด้านการคิดเป็นตัวดึงเอาความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ และสอง ทักษะการคิดเป็นอย่างไร ทักษะด้านคนก็เป็นอย่างนั้น เพราะการพูดและการกระทำของคนล้วนมีต้นทางมาจากการคิด การคิดเป็นที่มาของการพูดและการกระทำ คนคิดอย่างไรก็พูดไปทำนองนั้น และทำไปทำนองนั้น

    ทักษะการคิดของคนๆหนึ่งได้มาจากไหนบ้าง?


    1.ได้จากทักษะการคิดและทัศนคติของคนในครอบครัว เช่น วิตกกังวล ขี้กลัว ไม่พอใจ ขี้หงุดหงิด ทำตามอารมณ์ตนเอง ไม่สนใจคนอื่น ซึ่งเป็นการคิดทางลบ หรือ ถ้าเป็นการคิดทางบวก ก็เช่น มองโลกสนุกสนาน อยากช่วยเหลือผู้คน กล้าคิดสิ่งใหม่ ลองทำสิ่งใหม่ที่ดีงามขึ้นมา เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆมาเพิ่มให้กับตัวเองเพื่อพัฒนาตนเอง

    2.ได้จากทักษะการคิดและทัศนคติของนอกครอบครัว เช่น เพื่อนเล่น เพื่อนบ้าน และครูในโรงเรียน

    3.ได้จากระบบการศึกษาทั้งด้านเนื้อหาความรู้ มุมมองและทัศนคติที่ผู้เขียนใส่ไว้เนื้อหาของแต่ละวิชา

    4.ได้จากวิธีการสอบซึ่งใช้เพื่อวัดผลสัมฤทธ์ในการเรียนรู้ของผู้เรียนในระบบการศึกษา

    5.ได้จากการฝึกอบรมที่องค์กรที่ตนทำงานด้วยจัดฝึกให้ หรือส่งให้ไปฝึกเพื่อนำมาใช้ในการทำงาน


ทุกข์ในงานเกิดจากทักษะการคิดทางบั่นทอน ดังนี้...

  • 1. คิดแบบเดิม (Traditional Thinking) คือ คิดแบบคำตอบที่ถูกต้องมีเพียงคำตอบเดียว ซึ่งทำให้แก้ปัญหาไม่ค่อยได้

  • การคิดแบบเดิมที่เราได้มาจากระบบการศึกษา ได้แก่ การคิดแบบตรรก ( Logical Thinking) การคิดแบบตัดสินประเมิน ( Judgment Thinking ) และ การคิดแบบ ฉันถูก-เธอผิด ( I am right – You are wrong Thinking ) ทักษะการคิดแบบเดิมนี้ติดตัวเราไปตลอดเวลารวมถึงเวลาทำงานด้วย การคิดแบบเดิมมีประโยชน์ในการทำงานในยามที่ทุกอย่างดำเนินไปดังที่กำหนดไว้ เช่นตั้งระบบการทำงานไว้อย่างนี้ ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างนี้ทุกประการ งานทุกอย่างจะราบรื่น

  • แต่ถ้ามีบางอย่างไม่เป็นไปตามระบบที่ตั้งไว้ พนักงานจะรู้สึกว่าเป็นปัญหา และเห็นทางแก้อยู่ทางเดียวคือ ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบให้ได้ ถ้าทำอย่างนั้นไม่ได้ก็รู้สึกว่าหมดทางแก้ และ คิดไม่ออกว่าจะแก้ด้วยวิธีอื่นได้อย่างไร เมื่อคิดไม่ออกก็รู้สึกอึดอัดและเครียดเพราะความเดือดร้อนจะเกิดขึ้นแน่นอนถ้าแก้ไม่ได้ นี่คืออาการแห่งทุกข์ในงานที่คนพูดถึงกัน คือแก้ปัญหาไม่ได้ มีอุปสรรคที่ทำให้งานไม่ราบรื่นแล้วไม่รู้จะจัดการอย่างไร

  • 2. คิดลบ (Negative Thinking) มองเห็นแต่ความยากลำบาก ทำให้ไม่พอใจ หงุดหงิดรำคาญ

  • เวลามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ว่าจะจากลูกค้า จากทีมงาน หรือ จากผู้บังคับบัญชา คนที่มีการคิดทางลบครอบงำก็มักไม่พอใจ อึดอัดขัดใจและรำคาญใจ ถ้าคนในทีมงานคิดทางลบ จะทำให้เกิดความไม่พอใจกันได้ง่าย การทำงานร่วมกัน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า เมื่อคิดทางลบต่อคนอื่นการพูดจากับคนอื่นด้วยกลิ่นไอและอารมณ์ที่เป็นไปในทางลบ และรับฟังไปในทางลบด้วย จึงเกิดความไม่พอใจกันจนเกิดเป็นความทุกข์ในการทำงาน

  • 3. คิดแบบทะนงตน (Arrogant Thinking) มองว่าตนเหนือกว่าคนอื่น คิดว่าตนเองคิดอะไรก็ดีที่สุด ตกหลุมพรางของความฉลาด ไม่เปิดใจ รับฟังความคิดเห็นของใคร ให้ความสำคัญกับตนเองคนเดียว เพราะเห็นว่าตนเองแน่กว่าใคร จึงเอาตนเองเป็นที่ตั้ง ยกตนข่มท่าน ตนเองก็ทุกข์ใจเพราะคนอื่นทำไม่ได้ดังใจ ไม่ทำตามที่ตนคิด ไม่ชอบคนอื่น และคนอื่นก็ไม่ชอบตน จึงมีทุกข์ในงาน

  • สุขในงานเกิดจากทักษะการคิดทางสร้างสรรค์ ดังนี้...

    การคิดแบบใหม่ (New Thinking) การคิดแบบใหม่จะต่างจากการคิดแบบเดิมในมุมที่จะมาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งเพิ่มสุขในงานได้โดยตรง การคิดแบบใหม่ที่จะกล่าวถึงนี้ คือ

    1. คิดทางบวก(Cresitive (creative+ positive) Thinking ) คือ มองเห็นความสดใสของทุกสิ่งอย่าง และทุกคน มองเห็นความเป็นไปได้ในการทำสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นได้ ชอบการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเอง พัฒนาความเข้มแข็งขององค์กร ได้ทำแล้วก็เกิดความภูมิใจ

    2. คิดสร้างสรรค์/ คิดนอกกรอบ (Lateral /Creative Thinking) คือ ความสามารถคิดหาทางแก้ปัญหาได้มากมาย และหลากหลาย และแตกต่างจากวิธีแก้ปัญหาที่เคยใช้อยู่แต่ไม่ได้ผลแล้ว สมองของคนเราจำสิ่งที่รู้และทำจนเคยชินได้ดีและมักพาให้เราคิดติดอยู่ในกรอบความคิดความจำเดิมๆของตนเสมอ การคิดนอกกรอบจึงช่วยให้คิดแก้ปัญหาได้ทุกครั้งจริงๆและแน่นอน จึงลดทุข์และเพิ่มสุขในงานได้อย่างดีมาก

    3. คิดมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ (Efficient/Competent Thinking) คือ การคิดที่เป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน จึงสามารถคิดได้รอบคอบ รัดกุม ครอบคลุมครบทุกด้าน จะแก้ปัญหาใดๆ หรือคิดพัฒนางานต่างๆที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพที่สุดก่อนลงมือทำ งานจะสำเร็จได้ดีและเร็ว เพราะคิดดีแล้วก่อนที่จะทำ งานมีเกิดปัญหาน้อยลง จะสามารถสื่อสารและอธิบายสิ่งต่างๆรวมถึงความคิดของตนให้คนอื่นฟังอย่างเข้าใจตรงจุด ทำให้ลดทุกข์และเพิ่มสุขในงานได้เป็นอย่างดี

    สรุปเพื่อองค์กร

    สุขและทุกข์ในงานมาจากทักษะการคิดของคนในองค์กร ถ้าคนมีความสุขในงาน งานจะสำเร็จได้เร็ว และองค์กรก็เจริญรุ่งเรืองเร็วขึ้นด้วย องค์กรที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลจึงใส่ใจในการพัฒนาการคิดของคนในองค์กรให้เป็นไปทางสร้างสรรค์ให้มากที่สุด การคิดแบบใหม่ทางสร้างสรรค์นี้ไม่มีในระบบการศึกษา ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงควรฝึกเพิ่มให้กับคนในองค์กรเอง

    อ.รัศมี ธันยธร

    ผู้อำนวยการศูนย์ความคิดสร้างสรรค์

“คิดได้ คิดเร็ว คิดกับศูนย์ความคิดสร้างสรรค์”