คิดก่อนลงมือทำ...

By admin on 10 Jul 2015



  • คนในองค์กรของท่านคิดแบบไหน ?

    เนื่องจากวิชาการคิดโดยตรงไม่มีการสอนกันในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย คนแต่ละคนคิดไปตามที่ตนถนัด ส่วนใหญ่ติดมาจากคนรอบข้าง หรือตามที่ตนเองฝึกเพิ่มเติมจากภายนอก คนที่ถนัดคิดแบบใดก็จะคิดตามแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเคยชินและบ้างก็ถึงกับเข้าใจผิดว่า ตนเป็นแบบนี้มานานแล้ว คงต้องเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ แก้ไม่ได้แล้ว

    การคิดตามถนัดมีทั้งที่เป็นแบบมีคุณภาพมาก คือคิดได้รอบคอบ ผลดีจากการกระทำก็ดีแสนดีอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน และที่เป็นแบบมีคุณภาพน้อย คือคิดแบบ “ไม่คิดอะไร” หรือ แบบ "คิดไม่ทั่วถึง" คือ คิดแค่นี้ แต่คิดไม่ถึงอนาคตว่าจะมีผลเสียจากการกระทำนี้เกิดตามมาหรือไม่! ผู้บริหารและคนทำงานจะมองภาพออกว่า การคิดแบบนี้ก่อให้ปัญหาที่ไม่ควรมีได้อยู่เนืองๆ ผลคืองานก็ติดขัด คนรอบข้างก็เหนื่อยใจ

    จะฝึกคนในองค์กรวิธีใดจึงได้ผล ?

    ถ้าท่านฝึกเขาให้คิดอย่างมีหลักและเป็นระบบ เขาก็ค่อยๆเปลี่ยนวิธีคิดได้ คนที่ไม่คิดอะไรก็คิดรอบคอบขึ้น คนคิดรอบคอบอยู่แล้วจะมองได้ทั่วถึงและกว้างไกลมากขึ้น การคิดของคนทุกคนพัฒนาได้ด้วยการฝึก ท่านลองฝึกการคิดอย่างเป็นระบบให้กับเขา คือ ฝึกให้เขาคิดให้ครบถ้วนครอบคลุมทุกด้านที่ควรต้องพิจารณา โดยคิดทีละด้าน และจัดลำดับการคิดว่ากรณีนี้ควรมีกระบวนการคิดอย่างไรบ้าง ควรเริ่มคิดด้านไหนก่อน แล้วต่อด้วยด้านไหน และตามด้วยด้านใด มีการคิดล่วงหน้าหรือเช็คล่วงหน้าไว้ทุกด้าน เป็นอย่างนี้ไปจนหมดกระบวนการแล้วสรุปได้

    เริ่มตรงไหนก่อน ?

    วิธีฝึกง่ายๆที่เป็นประโยชน์และนำไปลองฝึกให้กับคนของท่านได้เลยใช้ คือ เช็คปัญหาไว้ล่วงหน้า เรียกกันง่ายๆ ว่า เช็คแบล็ค ว่าถ้าเราลงมือทำตามแผนงาน หรือ โครงการที่ตั้งไว้นี้ จะเกิดปัญหา ข้อเสีย จุดอ่อน อันตราย ข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาด และผลกระทบทางลบตรงไหนบ้าง อย่างไรบ้าง และกับใครบ้าง การเช็คเช่นนี้ แม้โครงการจะก่อให้เกิดผลดีมากมาย แต่เราต้องเช็คแบล็ค เพื่อให้การดำเนินงานนั้นไม่เกิดปัญหาข้อผิดพลาดทั้งที่เป็นจุดเล็กๆ และจุดใหญ่ ถ้าไม่เช็คแบล็ค ก็คล้ายกับประมาท งานที่ทำไม่ให้ผลดีเท่าที่ควรจะเป็น และเกิดผลเสียพ่วงมาด้วย

ถ้าไม่เช็คแบล็คก่อนทำ แล้วจะเกิดอะไร ขึ้น?

  • ดิฉันจะหยิบตัวอย่างที่เป็นเรื่องสาธารณะมาให้เล่าสู่กันฟังว่าถ้าไม่เช็คแบล็คแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ส่วนใหญ่ผลกระทบนั้นดูเผินๆแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่คนจึงมองข้าม แต่จะสร้างปัญหานั้นไปเรื่อยๆอย่างอมตะชนิดที่เรียกว่า ลากหางไปเรื่อยๆ เช่นจะขอพูดถึงตัวอย่าง คือ การติดป้ายบอกทางที่ไม่เช็คแบล็ค มีให้เห็นอยู่ไม่ขาดทั้งทางด่วนและทางธรรมดา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด คนขับรถหลงบ้าง ไปผิดไปถูกบ้างทำให้สูญเสียทรัพยากรหลายอย่างทั้งน้ำมัน เวลา ความรู้สึก และผลงาน การจราจรที่ติดขัดอย่างที่เป็น เพราะป้ายบอกทางที่ติดแบบไม่เช็คแบล็ค นี่แหละเป็นสาเหตุใหญ่ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวสักเท่าไร

  • ท่านผู้อ่านลองทบทวนดูว่า เคยมีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ท่านหรือเพื่อนๆของท่านอย่างไรบ้าง ลองชวนเพื่อนๆมาเล่าสู่กันฟังเรื่องป้ายไม่เช็คแบล็คดูซิคะ นี่ไม่ใช่การพูดแบบวิจารณ์ แต่เป็นการฝึกเช็คแบล็ค และฝึกหาทางแก้ไขแบล็ค เพื่อเราจะได้นำไปใช้ในการทำงานในชีวิตประจำวันของเราได้และฝึกให้กับคนในทีมงานได้ เพียงแต่ต้องไม่ทำไปเพื่อจะบอกว่าเราฉลาดกว่าหรือเก่งกว่าเขาซึ่งไม่ใช่เจตนารมย์ของการฝึกคิดอย่างเป็นระบบ

  • จะยกตัวอย่างป้ายที่ไม่เช็คแบล็คให้เห็นภาพได้มั้ย ?

  • ดิฉันมีตัวอย่างที่เพิ่งเกิดจากป้ายที่ไม่เช็คแบล็กมาเล่าให้ฟัง คือ ป้ายที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดิฉันขับรถไปสำรวจเส้นทางก่อนไปรับเพื่อนที่จะมาเที่ยว เมื่อเข้าทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ ดิฉันก็จ้องหาทางเข้าที่จอดรถ พักหนึ่งก็เห็นป้ายที่จอดรถสองอันให้เลือกว่าจะไปซ้ายหรือขวา ถ้าซ้าย ไปที่จอดรถชั้น 1 ถ้าขวา ไปที่จอดรถชั้น น้องที่ไปกับดิฉันด้วยบอกว่า คล้ายๆเคยได้ยินว่าขาเข้าอยู่ชั้นบนๆ เราจึงเลือกไปทางขวาเพื่อมุ่งไปตามป้ายที่จอดรถชั้น 5

  • พอขับขึ้นไปแล้วเห็นป้ายแรกด้านซ้ายมือ เขียนว่า อาคารจอดรถ 2 เราก็ขับต่อเพื่อที่จะไป 5 จากนั้นก็เห็น ป้ายอาคารจอดรถ 3 เราก็ขับต่อ เราปรารภกันว่า ป้ายแรกบอกว่า จะพาไปที่จอดรถชั้น5 แต่พอมาจริงๆ กลับเรียกเป็นอาคารจอดรถ เห็นท่าว่าที่นี่เขาคงใช้ คำว่า ชั้นกับอาคาร สลับกันในความหมายเดียวกัน มารู้ตัวว่าคิดผิด ก็เมื่อขับผ่านอาคารจอดรถ 3 แล้ว มองหาอาคารจอดรถ 4 และ 5 แต่ไม่เห็นป้ายอะไรอีกเลย จนถึงป้าย “ทางออก ” ซึ่งเป็นทางส่งออกไปนอกสนามบินจริงๆ

  • นี่ยังไม่ได้จอดรถชั้น 5 เลย แล้วจะให้ออกแล้วหรือ? เราสองคนงงจนขำ ดิฉันจึงพากเพียรหาทางวกกลับเข้าสนามบินอีกครั้งจนได้ แล้วดิฉันก็ขับรถกลับมาทางเดิมอีก และเลือกเข้าทางขวาเช่นเดิม คือ ทางไปที่จอดรถชั้น 5 เพราะ ดิฉันอยากทราบว่า เขาเขียนเลข 5 ไว้เด่นชัด แล้วแกอยู่ตรงไหน?หรือหายไปไหน? ถ้าไม่มีแล้วยังคงติดอยู่กันทำไม?

    วกกลับมารอบสองโดยขับช้าๆ แบบละล้าละลังเตร่ๆอยู่ที่หน้าทางเข้าอาคารจอดรถ 2 ดิฉันก็ไปจอดรถถามยามว่า ที่จอดรถชั้น 5 อยู่ไหนคะ? เขาบอกว่า อยู่ที่นี่แหละ เข้าไปจอดเลย แล้วเขาก็เดินจากไปด้วยท่าทีที่มั่นใจว่าคำตอบชัดเจนสมบูรณ์ ดิฉันยิ่งงงมากว่าเก่าเดิมอีก ดิฉันจึงขับรถเข้าไปจอด แล้วเดินไปตามที่เห็นคนเดินกัน จึงได้พบคำตอบว่า ที่จอดรถชั้น 5 นั้นมีทางเดินเข้าตัวอาคารสนามบิน และอยู่ในอาคารจอดรถ 2 และ 3 ค่ะ นี่แหละค่ะป้ายที่ติดแบบคนติดรู้ทุกอย่างและไม่เช็คแบล็คว่าถ้าคนไม่เคยมาสนามบินนี้เลยจะสับสนวุ่นวายหรือไม่

    เช็คแบล็คแล้วทำอะไรต่อ ?

    เมื่อเห็นแบล็คแล้วรู้ว่ามันอาจเกิดปัญหาและการเข้าใจผิดได้ ควรลงมือปรับแก้ก่อนลงมือติดป้ายให้มั่นใจว่าคนไม่คุ้นเคยทางก็เข้าใจได้ ไปถูกทางได้ คิดเผื่อให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดความสะดวกไปทุกฝ่าย ทุกคนเข้าใจชัดเจนแน่นอน และขับรถไปตามทางอย่างมั่นใจได้ กรณีที่ติดไปแล้วอย่างป้ายที่จอดรถชั้น 5 ของสนามบินสุวรรณภูมินั้นสามารถแก้ไขมาเป็น”อาคารจอดรถ” เท่านั้นก็เข้าใจแล้ว เพราะคนที่ไม่เคยไปสนามบินนี้มาก่อนก็ต้องหาทางเข้าไปในสนามบินให้ได้ก่อนแล้วจึงไปหาข้อมูลข้างใน

    สรุป ก่อนลงมือทำอะไร ลองเช็คแบล็คดูสักหน่อย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและเสียความรู้สึกกับการกลับมาแก้สิ่งที่ลงมือพัฒนาไปแล้วเพียงเพราะคนทำคิดไม่ทั่วถึง แล้วปรับแก้จนสบายใจ จะช่วยให้ทั้งงานและชีวิตราบรื่น เบิกบานได้ยิ่งขึ้น สภาวะทางเศรษกิจและสังคมของประเทศจะได้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง ทุกคนทุกฝ่ายจะได้ใช้เวลาสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ตนเองและประเทศชาติได้คุ้มกับที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย

    อ.รัศมี ธันยธร

    ผู้อำนวยการศูนย์ความคิดสร้างสรรค์

“คิดได้ คิดเร็ว คิดกับศูนย์ความคิดสร้างสรรค์”